ประเทศไทยเป็นเมืองกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรามีสังคมที่หลากหลาย
ในด้านการเป็นอยู่ มีทั้งคนร่ำรวยที่อยู่อย่างสุขสบายเหลือกินเหลือใช้
มีผู้ที่อยู่อย่างพอกินพอใช้เป็นชนชั้นกลาง และคนจนที่อยู่อย่างมีกินบ้าง
ไม่มีกินบ้างอีกเช่นกัน
หลายครอบครัวดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ บางวันแทบไม่มีจะกิน
ทั้งๆที่เมืองไทยขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ปลูกข้าวเลี้ยงชาวโลกได้
คำตอบน่าจะพบได้ที่ความไม่สมดุลยแห่งสังคม
ความจริงนี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็น และยังมีความจริงที่เจาะลึก
ในขั้วหัวใจยิ่งกว่านั้นคือ คนพิการ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอยู่มากมาย
ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลความเจริญออกไป
พวกเขามีจำนวนเป็นร้อย เป็นพัน หมื่นแสน แม้แต่นับล้านคน
ที่เวียนว่ายฝ่าคลื่นเชียวกรากในแม่น้ำอันแห้งผากแห่งชีวิต
แทบทุกสิ่งที่จำเป็นแก่คนพิการ หดหายไปจากระบบ ความช่วยเหลือที่มีให้นั้น
ไม่พอแก่คนพิการ หรือจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว
โรงเรียนสามารถรองรับเด็กๆได้เพียงน้อยนิด มีเด็กพิการอีกมากมาย
ต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่สามารถได้รับการเรียนรู้จากโลกภายนอก ไม่มีโอกาส
ได้ไปโรงเรียน ไร้ซึ่งประสบการณ์ชีวิตเด็กที่ควรได้รับ
เงินช่วยเหลือเพื่อการยังชีพประจำวันแก่พวกเขานั้น ทางการมีงบประมาณให้
เพียงเสี้ยวหนึ่งของจำนวนคนพิการทั้งหมด และในจำนวนที่ประทังได้เพียงไม่กี่วัน
ทั้งอีกหลายๆอย่างที่จะช่วยพวกเขาได้นั้น...มีไม่พอ หรือไม่มีจะให้ได้
เด็กและคนชราที่พิการจำนวนมากมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น
หลายครอบครัวต้องขาดการทำงานยังชีพเพื่ออยู่ดูแลญาติ
บางคนต้องทิ้งญาติพิการที่ป่วยให้ดิ้นรนช่วยตนเองไว้คนเดียว เพื่อออกไปทำงานมาเลี้ยงดูครอบครัว
พวกเขาแสดงถึงความกล้าหาญและอดทน ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความหวังและความฝัน เพื่อที่เขาจะได้สามารถช่วยตนเองได้ และพึ่งตนเองได้
คนพิเศษเป็นตัวอย่างของความรักและการให้ มันเป็นโอกาสของเราที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาความทุกข์และแบ่งปันความสุขกับพวกเขา บทเรียนนี้สอนให้เราพึงพอใจต่อการมีกายและสมองที่สมบูรณ์ คนพิเศษคืออีกด้านหนึ่งของชีวิตเรา ที่เราต้องการมีส่วนร่วม เมื่อเราให้แก่ผู้กล้าหาญต่อชีวิตเหล่านี้ เราได้รับเป็นทวีคูน
เด็กพิเศษต้องการเพียงมือโตๆของผู้ใหญ่เช่นเรา เข้ามาช่วยพยุงหนูๆ ให้ได้มีโอกาสลุกขึ้น ต่อสู้กับโลกใบนี้ และให้หนูน้อยได้โตขึ้นสานฝันได้สำเร็จ
คนพิเศษมีความร่าเริงและสนุกที่ได้อยู่ใกล้ ไม่มีเสียงบ่นตัดพ้อต่อความพิการทางกาย พวกเขาพยายามจะเดิน จะพูด จะมอง จะฟัง พึ่งพาอวัยวะส่วนที่ยังใช้การได้ที่เหลืออยู่ และพยายามจะคิด แม้เพียงแต่จะคิดก็เป็นเรื่องยากสำหรับบางคนก็ตาม
เด็กพิเศษหรือผู้ใหญ่ เปรียบดั่งดอกไม้กลางทุ่งที่รอน้ำ เพียงหยาดฝนจากหัวใจของท่านไม่กี่หยด ก็ช่วยให้ดอกไม้บริสุทธิ์นั้นเบ่งบานรับแสงแดดเพื่อให้พลังชีพแก่ตนเองได้สายธารน้ำใจของท่านคือสะพานทอดให้คนพิเศษก้าวสู่ความฝันของเขาได้ในที่สุด
|